ที่ปรึกษาชี้แจงการลงทุน

เมื่อได้รับหนังสือขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงทุนควรทำอย่างไร?

หากท่านเป็นเจ้าของบริษัทที่มีหุ้นส่วนต่างชาติ หรือเป็นคนไทยที่ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับเพื่อนต่างชาติ แล้ววันหนึ่งได้รับซองเอกสารจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ที่ระบุว่า "ขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงทุน"

หนังสือลักษณะนี้ไม่ใช่จดหมายเชิญทั่วไป แต่คือจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ "คดีนอมินี" ซึ่งเป็นคดีอาญาที่มีโทษหนัก ทั้งจำและปรับ ผู้รับมีเวลาเพียง ๑๕ วันในการเตรียมเอกสารและคำชี้แจงตอบกลับ

ปัญหาที่พบบ่อยคือ ผู้รับหนังสือจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย จึงตอบกลับด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาทนาย หรือกรอกแบบฟอร์มอย่างไม่ระมัดระวัง ส่งผลให้ข้อเท็จจริงที่ให้ไป กลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การถูกดำเนินคดีในเวลาต่อมา

บทความนี้จะตอบ ๕ คำถามสำคัญที่ผู้รับหนังสือควรรู้ เพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจดำเนินการได้อย่างถูกต้อง


๑. หนังสือที่ได้รับคืออะไร

หนังสือที่บริษัทของท่านได้รับ คือ "หนังสือเชิญพบ" หรือ "หนังสือให้ชี้แจงข้อเท็จจริง" ที่ออกโดยสารวัตรบัญชี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓

หนังสือดังกล่าวมิใช่หมายเรียกของศาล แต่เป็นหนังสือทางปกครองที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ผู้รับมีหน้าที่ต้องตอบกลับภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปคือ ๑๕ ถึง ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

บริษัทที่มักได้รับหนังสือลักษณะนี้ ได้แก่ บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ บริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นน่าสงสัย บริษัทที่ประกอบธุรกิจในบัญชีท้าย พ.ร.บ. หรือบริษัทที่ถูกร้องเรียน


๒. ภาครัฐต้องการตรวจสอบอะไร

การตรวจสอบของสารวัตรบัญชีมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ คือ การพิสูจน์ว่าบริษัทมีลักษณะเป็น "นิติบุคคลต่างด้าว" ตามมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือไม่ และมีการใช้ผู้ถือหุ้นไทยเป็น "นอมินี" ถือหุ้นแทนคนต่างชาติหรือไม่

ประเด็นที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบ ประกอบด้วย แหล่งที่มาของเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไทย ความสามารถทางการเงินของผู้ถือหุ้นไทยในขณะลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นไทยกับผู้ถือหุ้นต่างชาติ อำนาจการบริหารและการลงนามที่แท้จริง การประชุมผู้ถือหุ้นและการรับเงินปันผล รวมถึงเส้นทางการเงินของบริษัท

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบว่าธุรกิจที่บริษัทประกอบอยู่นั้นเป็นธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตตามบัญชีหนึ่ง บัญชีสอง หรือบัญชีสามท้าย พ.ร.บ. หรือไม่


๓. ผู้ที่ได้รับหนังสือมีหน้าที่ต้องทำอะไร

ผู้รับหนังสือมีหน้าที่ตามกฎหมายดังนี้

ประการแรก ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ตามวันเวลาที่กำหนด หรือชี้แจงเป็นหนังสือพร้อมส่งเอกสารประกอบภายในกำหนดเวลา หากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน สามารถยื่นหนังสือขอขยายระยะเวลาพร้อมเหตุผลอันสมควร

ประการที่สอง ต้องจัดเตรียมและส่งมอบเอกสารตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วย หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.๕) งบการเงินย้อนหลัง หลักฐานการชำระค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นไทย หลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นไทย รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น และเอกสารแสดงการรับเงินปันผล

ประการที่สาม ต้องให้ถ้อยคำชี้แจงด้วยความสัตย์จริง การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเป็นความผิดอาญาเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗


๔. ถ้าไม่ดำเนินการจะมีผลอย่างไร

การเพิกเฉยต่อหนังสือสารวัตรบัญชีจะส่งผลกระทบหลายประการ

ในทางกฎหมาย ถือเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ วัน หรือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในทางปฏิบัติ การไม่ตอบกลับจะถูกตีความว่าบริษัทมีพฤติการณ์น่าสงสัย เจ้าหน้าที่อาจดำเนินการสืบสวนเชิงลึก ขยายผลไปยังธนาคารและหน่วยงานอื่น และอาจส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานนอมินีต่อไป

นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อการต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) ใบอนุญาต BOI หรือใบอนุญาตอื่นที่บริษัทถืออยู่


๕. หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดฐานนอมินี จะมีความผิดอย่างไร

ความผิดฐานนอมินีตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ มีบทลงโทษรุนแรงทั้งต่อคนต่างชาติและคนไทยที่เกี่ยวข้อง

สำหรับคนต่างชาติ ที่ประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน ตามมาตรา ๓๖ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลจะสั่งให้เลิกการประกอบธุรกิจ หากฝ่าฝืนคำสั่งศาลจะถูกปรับวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน

สำหรับคนไทย ที่ให้คนต่างชาติใช้ชื่อถือหุ้นแทน หรือสนับสนุนให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย มีโทษเดียวกันคือจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับกรรมการบริษัท หากนิติบุคคลกระทำความผิด กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานต้องรับโทษเช่นเดียวกัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำผิด

ผลกระทบเพิ่มเติม ได้แก่ การถูกศาลสั่งให้เลิกบริษัท การยึดทรัพย์สินที่ได้จากการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ผลกระทบด้านภาษี (กรมสรรพากรอาจประเมินภาษีย้อนหลัง) การเพิกถอนวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของชาวต่างชาติ และการถูกห้ามเข้าประเทศไทยในอนาคต


บริการของเรา

บริษัท อัศวินไทยลอว์แอดไวซิ่ง จำกัด ให้บริการครบวงจรสำหรับบริษัทที่ได้รับหนังสือจากสารวัตรบัญชี ดังนี้

วิเคราะห์หนังสือและประเมินระดับความเสี่ยงของบริษัท ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและธุรกรรมที่ผ่านมา จัดทำหนังสือขอขยายระยะเวลาตอบกลับ จัดเตรียมเอกสารและพยานหลักฐานประกอบการชี้แจง ร่างหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ เป็นตัวแทนหรือร่วมเข้าพบสารวัตรบัญชี ให้คำปรึกษาการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้ถูกต้อง รวมถึงการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) การขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ (FBC) การขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือสิทธิประโยชน์จาก IEAT

จุดแข็งของเราคือประสบการณ์ตรงในการจัดการคดีลักษณะนี้ ทีมงานที่สื่อสารภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษได้ เหมาะสำหรับลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะลูกค้าญี่ปุ่นในประเทศไทย

สอบถามข้อมูลหรือต้องการขอคำปรึกษา

พาณิชย์จังหวัดเรียกชี้แจง? ปรึกษาทนายคดีนอมินีก่อนตอบกลับใน ๑๕ วัน

ในช่วงต้นปี พ.ศ.2569 มานี้

หากบริษัทของท่านเพิ่งได้รับซองเอกสารราชการจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั้งที่ส่งถึงผู้ถือหุ้นและกรรมการ พร้อมแบบฟอร์มให้กรอกข้อมูลและกำหนดให้ตอบกลับภายใน ๑๕ วัน ท่านไม่ใช่คนเดียวที่กำลังกังวล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบนอมินีอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นร้อยละ ๔๙ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า ๒๖,๐๐๐ ราย ทั่วประเทศ ธุรกิจที่ตกเป็นเป้าหมายหลัก ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพมหานคร

หนังสือที่ท่านได้รับ แม้จะมิใช่หมายเรียกของศาล และมิใช่หมายจับ แต่เป็นหนังสือทางปกครองที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ และพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบคดีนอมินีอย่างเป็นทางการ

ปัญหาที่พบบ่อยคือ ผู้รับหนังสือจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงเรื่องทั่วไปทางทะเบียน จึงตอบเองโดยกรอกแบบฟอร์มอย่างไม่ระมัดระวัง หรือบางรายเลือกที่จะไม่ตอบเลย ทั้งสองทางต่างนำไปสู่ผลร้ายต่อบริษัท เพราะข้อเท็จจริงที่ให้ไป จะกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การถูกดำเนินคดีอาญาฐานนอมินี ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด ๓ ปี และปรับสูงสุด ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งต่อผู้ถือหุ้นไทย ผู้ถือหุ้นต่างชาติ และกรรมการบริษัท พร้อมทั้งอาจถูกศาลสั่งเลิกบริษัท

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อตอบทุกคำถามที่ผู้รับหนังสือกำลังค้นหาคำตอบ ตั้งแต่หนังสือที่ได้รับคืออะไร พาณิชย์จังหวัดต้องการตรวจสอบอะไร ผู้รับมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ผลของการเพิกเฉยจะเป็นอย่างไร และหากพบว่ามีความผิดฐานนอมินีจริง จะมีโทษอย่างไร


๑. หนังสือที่ได้รับจากพาณิชย์จังหวัดคืออะไร

หนังสือที่บริษัทของท่านได้รับ ออกโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สำนักงานบัญชีประจำท้องที่จังหวัด) ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ลงนามโดยนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ และในบางฉบับลงนามโดยสารวัตรบัญชี ซึ่งมักทำให้ผู้รับสับสนว่า "สารวัตรบัญชีคืออะไร" "นายทะเบียนคือใคร" คำตอบคือทั้งสองตำแหน่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีอำนาจตรวจสอบตามกฎหมาย

หนังสือฉบับนี้ออกมาเป็น คู่ขนานสองฉบับ ที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจให้ชัดเจน

ฉบับที่ ๑: ส่งถึงผู้ถือหุ้น ใช้ชื่อว่า "หนังสือขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงทุน" อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ หากฝ่าฝืนไม่ตอบกลับ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ตามมาตรา ๔๐

ฉบับที่ ๒: ส่งถึงกรรมการบริษัท ใช้ชื่อว่า "หนังสือขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ" อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง และกรรมการผู้จัดการต้องร่วมรับโทษด้วยตามมาตรา ๔๐

หนังสือทั้งสองฉบับมาพร้อมกับ แบบฟอร์มให้กรอก ซึ่งมีคำถามรวมกันถึง ๒๗ ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลส่วนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินลงทุน วิธีชำระค่าหุ้น การประชุมผู้ถือหุ้น การรับเงินปันผล ไปจนถึงโครงสร้างพนักงานในบริษัท พร้อมรหัสหนังสือที่ขึ้นต้นด้วย "สป" หรือรหัสจังหวัดอื่น ๆ ตามพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่

แม้ลักษณะภายนอกจะดูเหมือนเป็นเพียงแบบสอบถาม แต่ในทางกฎหมาย หนังสือนี้คือ จุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบคดีนอมินี ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทุกคำตอบที่ท่านเขียนลงในแบบฟอร์ม ทุกเอกสารที่ท่านส่งให้ จะถูกเก็บเป็นพยานหลักฐาน และอาจนำไปสู่การส่งฟ้องศาลในเวลาต่อมา หากพยานหลักฐานชี้ว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ


๒. พาณิชย์จังหวัดต้องการตรวจสอบอะไร — ทำไมบริษัทของเราจึงถูกตรวจสอบนอมินี

หลายท่านที่ได้รับหนังสือมักสงสัยว่า "ทำไมบริษัทของเราจึงถูกตรวจสอบ" "ใครร้องเรียน" คำตอบคือ การตรวจสอบไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้องเรียน เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีระบบคัดกรองเชิงรุกของตนเอง

บริษัทที่มักถูกเรียกตรวจสอบ ประกอบด้วย บริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นร้อยละ ๔๙ พอดี (เพราะหากเพิ่มอีก ๒% จะกลายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวทันที) บริษัทที่ผู้ถือหุ้นไทยถือหุ้นในบริษัทอื่นจำนวนมากผิดปกติ บริษัทที่กรรมการต่างชาติมีอำนาจลงนามโดดเดี่ยว บริษัทที่ประกอบธุรกิจในบัญชีท้าย พ.ร.บ.ต่างด้าว เช่น ธุรกิจบริการ อสังหาริมทรัพย์ ค้าที่ดิน ก่อสร้าง การค้าของเก่า บริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว และบริษัทที่ถูกร้องเรียนหรือถูกตรวจพบจากการขยายผลคดีอื่น

ประเด็นหลักที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบ คือการพิสูจน์ว่าบริษัทมีลักษณะเป็น "นิติบุคคลต่างด้าว" ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ และมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ ที่เรียกกันว่า "นอมินี" หรือ "ตัวแทนอำพราง" หรือไม่

ประเด็นย่อยที่จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ได้แก่ แหล่งที่มาของเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไทย โดยเฉพาะคำถามที่ว่าผู้ถือหุ้นไทยมีรายได้และฐานะการเงินเพียงพอที่จะลงทุนในบริษัทจริงหรือไม่ หรือมีผู้อื่นชำระค่าหุ้นแทน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นไทยกับผู้ถือหุ้นและกรรมการต่างชาติ ว่าเป็นเพื่อน ลูกจ้าง พนักงานบัญชี หรือบุคคลในครอบครัวเดียวกัน อำนาจการบริหารและอำนาจการลงนามที่แท้จริงในบริษัท ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญ การประชุมผู้ถือหุ้นและการประชุมคณะกรรมการ ว่ามีจริงหรือไม่ ผู้ถือหุ้นไทยเข้าร่วมประชุมจริงหรือไม่ การจ่ายเงินปันผล ว่าจ่ายตามสัดส่วนการถือหุ้นจริงหรือไม่ เส้นทางการเงินของบริษัท การกู้ยืมเงินระหว่างกรรมการ ผู้ถือหุ้น และกิจการที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังตรวจสอบว่าธุรกิจที่บริษัทประกอบอยู่ เป็นธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตตามบัญชีหนึ่ง บัญชีสอง หรือบัญชีสามท้าย พ.ร.บ.ต่างด้าวหรือไม่ และมีการประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) หรือหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ (FBC) ที่จำเป็นหรือไม่


๓. ผู้ที่ได้รับหนังสือมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อได้รับหนังสือ ผู้รับมักสงสัยว่า "ต้องตอบเองได้ไหม" "ขอเลื่อนได้ไหม" "ต้องส่งเอกสารอะไรบ้าง" ผมขออธิบายหน้าที่ตามกฎหมายเป็นลำดับ

ประการแรก หน้าที่ในการตอบกลับภายใน ๑๕ วัน ผู้รับต้องไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือชี้แจงเป็นหนังสือพร้อมส่งเอกสารประกอบภายในกำหนดเวลา หากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน สามารถยื่น หนังสือขอขยายระยะเวลา ได้ พร้อมระบุเหตุผลอันสมควร เช่น เอกสารอยู่ที่สำนักงานบัญชี ผู้ถือหุ้นอยู่ต่างประเทศ ต้องใช้เวลารวบรวมเอกสารย้อนหลัง โดยทั่วไปสามารถขอขยายเวลาได้ครั้งละ ๑๕-๓๐ วัน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่

ประการที่สอง หน้าที่ในการกรอกแบบฟอร์มชี้แจง แบบฟอร์มมีคำถามครอบคลุมหลายประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น "เงินค่าหุ้นเป็นของใคร" "มีผู้ชำระค่าหุ้นแทนหรือไม่" "ท่านมีความสัมพันธ์กับผู้ถือหุ้นต่างชาติอย่างไร" "ท่านได้รับเงินปันผลในสัดส่วนเท่าใด" คำตอบทุกข้อต้องสอดคล้องกันระหว่างผู้ถือหุ้นทุกราย และต้องสอดคล้องกับเอกสารทางการเงินที่ส่งให้ด้วย

ประการที่สาม หน้าที่ในการจัดส่งเอกสารหลักฐาน เอกสารที่ต้องเตรียม ประกอบด้วย สำเนาสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สำเนาใบหุ้นและต้นขั้วใบหุ้น สำเนาหลักฐานการชำระค่าหุ้นย้อนหลังตั้งแต่วันจดทะเบียนบริษัท เช่น ใบสำคัญรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท สำเนาหลักฐานการจ่ายเงินปันผลย้อนหลัง สำเนาหลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นไทย ที่แสดงว่ามีฐานะการเงินเพียงพอที่จะลงทุน รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นและรายงานการประชุมคณะกรรมการ สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.๕๐) รอบปีล่าสุด สำเนาแบบ ภ.ง.ด.๑ และใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินอย่างน้อย ๑ เดือน รวมถึงสำเนาสัญญาเช่า โฉนดที่ดิน ทะเบียนทรัพย์สิน (หากมี)

ประการที่สี่ หน้าที่ในการให้ถ้อยคำตามความเป็นจริง ทุกหน้าของหนังสือชี้แจงมี คำเตือนว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ซึ่งหมายความว่า การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเป็นความผิดอาญาต่างหากเพิ่มเติมจากคดีนอมินี

ข้อแนะนำสำคัญสำหรับผู้รับหนังสือคือ อย่าตอบเองโดยไม่ปรึกษาทนาย เพราะคำตอบที่ดูเหมือนปกติ อาจเป็นการรับสารภาพโดยไม่รู้ตัวได้ ตัวอย่างเช่น การตอบว่า "เงินค่าหุ้นกู้ยืมจากเพื่อนต่างชาติ" หรือ "ไม่เคยเข้าประชุมผู้ถือหุ้น" หรือ "รู้จักผู้ถือหุ้นต่างชาติเพราะเป็นนายจ้าง" คำตอบเหล่านี้คือ พยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดฐานนอมินีโดยตรง


๔. ถ้าไม่ตอบหนังสือพาณิชย์จะมีผลอย่างไร — เพิกเฉยได้ไหม

หลายท่านอาจคิดว่า "ไม่ตอบได้ไหม" "หายไปเฉย ๆ ได้ไหม" คำตอบคือ ไม่ได้ และการเพิกเฉยจะนำผลร้ายมาสู่บริษัทมากกว่าการตอบที่เตรียมการมาดี

ผลทางกฎหมายโดยตรง การไม่ตอบหนังสือฉบับที่ส่งถึงผู้ถือหุ้นภายใน ๑๕ วัน ถือเป็นความผิดตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ส่วนการไม่ตอบหนังสือฉบับที่ส่งถึงกรรมการ ถือเป็นความผิดตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรรมการผู้จัดการต้องร่วมรับโทษด้วย

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ วัน หรือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผลในทางปฏิบัติที่ร้ายแรงกว่า การไม่ตอบจะถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ตีความว่าบริษัทมีพฤติการณ์น่าสงสัย และอาจดำเนินการดังนี้

ออกหนังสือเตือนซ้ำ และอาจขอข้อมูลเพิ่มเติมจากธนาคาร กรมสรรพากร กรมที่ดิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยที่บริษัทไม่มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงของตน เข้าตรวจค้นสถานที่ทำการของบริษัทตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี ที่ให้อำนาจ "สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีอาจเข้าไปในสถานที่ทำการของท่าน เพื่อตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี" ส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีอาญาฐานนอมินีในขั้นตอนต่อไป โดยที่บริษัทไม่มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงของตนก่อนถูกแจ้งข้อกล่าวหา

ผลกระทบต่อใบอนุญาตและการดำเนินธุรกิจ อาจส่งผลให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระงับการให้บริการทางทะเบียน เช่น การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ การเพิ่มทุน การย้ายที่ตั้ง การอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) ไม่ได้รับการต่ออายุ สิทธิประโยชน์ BOI หรือ IEAT อาจถูกพิจารณาใหม่ วีซ่าและใบอนุญาตทำงานของกรรมการต่างชาติอาจไม่ได้รับการต่ออายุ และที่สำคัญที่สุดคือ ธนาคารอาจระงับการทำธุรกรรมของบริษัทและของกรรมการเป็นการชั่วคราว ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ดังนั้น แม้ว่าโทษทางตรงของการไม่ตอบหนังสือจะดูไม่ร้ายแรง (ปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท) แต่ผลทางอ้อมคือการสูญเสียโอกาสในการชี้แจง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการป้องกันคดีอาญาฐานนอมินีตั้งแต่ต้น


๕. ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดนอมินี จะมีโทษอย่างไร — คดีนอมินีโทษกี่ปี

หากผู้ใดสงสัยว่า "นอมินีผิดกฎหมายไหม" "คดีนอมินีติดคุกจริงไหม" "โทษนอมินีกี่ปี" คำตอบคือ ผิดกฎหมายแน่นอน โทษหนัก และมีคนถูกฟ้องและถูกพิพากษาจริงแล้วหลายคดี

ความผิดฐานนอมินีตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ มีบทลงโทษรุนแรงทั้งต่อคนต่างชาติ คนไทย และกรรมการบริษัท ดังนี้

โทษสำหรับคนต่างชาติ ที่ประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือใช้คนไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลจะสั่งให้เลิกการประกอบธุรกิจ หรือเลิกการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเลิกการเป็นหุ้นส่วนแล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนคำสั่งศาล ต้องระวางโทษปรับวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน

โทษสำหรับคนไทย ที่ให้คนต่างชาติใช้ชื่อถือหุ้นแทน หรือให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย มีโทษเดียวกันกับคนต่างชาติ คือ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น คำถามที่ว่า "ถือหุ้นแทนเพื่อนต่างชาติ ผิดไหม" "รับเป็นผู้ถือหุ้นแทน เสี่ยงไหม" "รับเงิน ๓,๐๐๐ บาทต่อปีให้ถือหุ้นแทน ผิดไหม" คำตอบคือผิดทั้งหมด และมีโทษเท่ากับคนต่างชาติ ไม่ใช่โทษน้อยกว่าตามที่หลายคนเข้าใจผิด

โทษสำหรับกรรมการบริษัท ตามมาตรา ๔๑ หากนิติบุคคลกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ต่างด้าว กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษเช่นเดียวกัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำผิดนั้น

ผลกระทบเพิ่มเติมที่หลายคนไม่ทราบ นอกจากโทษจำคุกและโทษปรับแล้ว ยังมีผลกระทบที่อาจร้ายแรงไม่แพ้กัน

ผลทางบริษัท ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัท หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทรัพย์สินที่ได้จากการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอาจถูกยึดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ผลทางภาษี กรมสรรพากรอาจประเมินภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ในกรณีที่บริษัทเสียภาษีในฐานะนิติบุคคลไทยแต่ความจริงเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ซึ่งอาจมีภาระภาษีที่แตกต่างกัน

ผลทางคนต่างชาติ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อาจถูกเพิกถอน วีซ่าอาจถูกยกเลิก และอาจถูกห้ามเข้าประเทศไทยในอนาคต

ผลทางคนไทย หากถูกตัดสินจำคุก จะมีประวัติอาชญากรรม ซึ่งกระทบต่อการประกอบอาชีพ การเดินทางต่างประเทศ และการดำรงตำแหน่งสาธารณะ

ผลทางที่ดิน บริษัทที่ถูกพิสูจน์ว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว จะถือครองที่ดินไม่ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทรัพย์สินอาจต้องถูกขายทอดตลาดภายในระยะเวลาที่กำหนด

จะเห็นได้ว่า ความผิดฐานนอมินีไม่ได้ส่งผลเฉพาะตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ไปยังบริษัท ทรัพย์สิน วีซ่า ภาษี และอนาคตทางธุรกิจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


๖. บริการของเรา — ทนายคดีนอมินีและที่ปรึกษากฎหมายผู้ถือหุ้นต่างชาติ

บริษัท อัศวินไทยลอว์แอดไวซิ่ง จำกัด ให้บริการที่ปรึกษากฎหมายและตัวแทนทางคดีอย่างครบวงจร สำหรับบริษัทที่ได้รับหนังสือขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงทุนและการประกอบธุรกิจจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั่วประเทศ

ขอบเขตบริการ

วิเคราะห์หนังสือที่ได้รับและประเมินระดับความเสี่ยงของบริษัทอย่างละเอียด ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และธุรกรรมย้อนหลัง เพื่อระบุจุดอ่อนและจุดแข็งก่อนตอบกลับ ร่างหนังสือขอขยายระยะเวลาตอบกลับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมเหตุผลที่ได้รับการยอมรับ จัดเตรียมและตรวจสอบความสอดคล้องของเอกสารหลักฐานที่จะส่งประกอบการชี้แจง ร่างหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและกรอกแบบฟอร์มของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยใช้ภาษากฎหมายที่ปกป้องสิทธิของลูกค้าอย่างถูกต้อง เป็นตัวแทนหรือร่วมเข้าพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในวันนัดชี้แจง ให้คำปรึกษาการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) การขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ (FBC) การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรือสิทธิประโยชน์จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ และชั้นศาล ในกรณีที่บริษัทถูกดำเนินคดีอาญาฐานนอมินี

จุดแข็งของเรา

ทนายอัศวิน ทองขาว ผู้ก่อตั้งสำนักงาน มีพื้นฐานวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนเข้าสู่วิชาชีพทนายความ จึงเข้าใจโครงสร้างธุรกิจและกระบวนการในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ได้อย่างลึกซึ้ง

มีประสบการณ์ตรงในการจัดการคดีลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยลูกค้าตอบหนังสือสารวัตรบัญชี จัดเตรียมเอกสารชี้แจง วางกลยุทธ์การปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น และดำเนินการขอใบอนุญาตที่จำเป็น

ทีมงานสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะลูกค้าญี่ปุ่นในประเทศไทย ที่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายที่เข้าใจวัฒนธรรมการทำธุรกิจของชาวญี่ปุ่น และสามารถสื่อสารโดยตรงกับสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นได้

ค่าบริการเป็นธรรม โปร่งใส แจ้งล่วงหน้า ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลหรือต้องการขอคำปรึกษา

Visitors: 389,378